เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริงไหม

คนเราเมื่อเรานั้นได้พบข้อบกพร่องหรือสิ่งที่เป็นลักษณะนิสัยที่ไม่ดี เรานั้นก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองซึ่งสิ่งเหล่านี้เรานั้นไม่สามารถที่จะค้นพบได้ด้วยตัวเองหรือถ้าหากสามารถค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองก็อาจจะต้องใช้เวลาหน่อยกว่าจะรู้ว่าตัวเรานั้นมีลักษณะนิสัยที่แตกต่างและลักษณะนิสัยที่ควรจะเป็นโดยส่วนใหญ่แล้วนั้น

สิ่งเหล่านี้มักจะเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดหรือบอกกล่าวมาจากคนรอบข้างว่าเรานั้นควรเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไรเพราะสิ่งที่เราเป็นอยู่นั้นเราอาจจะไม่รู้ตัวและอาจจะเป็นสิ่งที่สามารถสร้างความรำควนใจและความเดือดร้อนให้ผู้อื่นได้ดังนั้นแล้วเราทุกคนสามารถที่จะปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างแน่นอนแต่อาจจะต้องมีการปรับทัศนคติของตัวเองว่าเรานั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เพราะในบางคนก็เกิดการต่อต้นในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเช่นกัน

เปลี่ยนเพื่ออะไร สิ่งที่จะทำให้นั้นสามารถเปลี่ยนตัวเองได้หรือไม่ได้นั้นก็คือการหาเหตุผลว่าเรานั้นเปลี่ยนเพื่ออะไร เพราะถ้าหากความคิดเรานั้นรู้ถึงเหตุผลว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อออะไรเราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงด้านที่ไม่ดีของเราได้อย่างถาวร โดยในช่วงแรกการเปลี่ยนแปลงตัวเองมักเป็นเรื่องที่ยากเสมอ

แต่เมื่อเรารู้ถึงจุดมุ่งหมายเราจะค่อยๆชินความชินนี้จะนำไปสู่กระบวนการปรับตัวอย่างถาวรนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น เรานั้นดูดบุหรี่ก็คือด้านที่ไม่ดีและเป็นอันตรายต่อคนอื่นและเมื่อเราตั้งจจะเลิกบุหรี่ซึ่งไม่มีเป้าหมายว่าเรานั้นเลิกเพื่ออะไรแน่นอนว่าเราอาจจะสามารถทำได้แต่มันจะเป็นเรื่องที่โครตจะยากเลย แต่ถ้าหากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเรานั้นจะเลิกบุหรี่เพื่อลูก หรือคนในครอบครัวการเปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นจะสามารถทำได้ง่ายและเร็ววกว่ากลุ่มคนที่ไม่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไงละ

เปลี่ยนเพื่อใคร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สอดสอดกับข้อที่ว่าเปลี่ยนเพื่ออะไรนั่นเองเพราะเมื่อเราสามารถหาสาเหตุว่าเพื่ออะไรได้แล้วมักจะมีสิ่งที่จะเป็นแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครแทรกเข้ามาด้วยซึ่งจริงๆแล้วนั้นถ้าหากเราไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงเพื่อใคร ก็อาจจะคิดเสียว่าแปลงแปลงเพื่อตัวเองนั่นเอง เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ได้รับผลลัพธ์โดยตรงก็คือตัวเรานั่นเอง ไม่ต้องเปลี่ยนเพื่อใครแต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อตัวเอง

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วผลลัพธ์เป็นอย่างไร เมื่อเราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วนั้น เราลองสังเกตได้ว่า เราหรือคนนอบข้างนั้นจะมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เพราะถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากขึ้นคนรอบข้างก็อาจจะมีการชื่นชมในสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีนั่นเองและโดยส่วนใหญ่คนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองนั้นมักเปลี่ยนเป็คนที่ดีเสมอ ดังนั้นแล้วเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้หรือไม่นั้นคำตอบอยู่ที่ตัวเรานั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  gclub slot เล่นผ่านเว็บ

Continue Reading

พระราชบัญญัติคู่ชีวิตคืออะไร

ปัจจุบันได้มีการยกร่าง พระราชบัญญัติคู่ชีวิตขึ้น ประกอบด้วย 4 หมวด หมวด 1 ว่าด้วยเรื่องการจดทะเบียนคู่ชีวิต หมวด 2 ว่าด้วยเรื่องการเป็นคู่ชีวิต หมวด 3 ว่าด้วยเรื่องบุตรบุญธรรม หมวด 4 ว่าด้วยเรื่องมรดก มีมาตราประมาณ 50 มาตรา โดยตอนนี้ร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิตได้ผ่านการพิจารณาในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่คู่รักเพศเดียวกัน 

ทำไมเราถึงควรสนับสนุนให้มีการร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต

คู่รักเพศเดียวกันไม่สามารถจดทะเบียนสมรสได้ตามกฎหมาย เมื่อมีกรณีที่เกี่ยวกับกฎหมายบางอย่างคู่รักเพศเดียวกันย่อมถูกจำกัดสิทธิเพราะไม่ใช่สามีภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงไม่อาจกระทำการใดก็ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในเรื่องของสามีภริยาได้ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ว่าชายหญิงเท่านั้นที่จะสามารถจดทะเบียนสมรสกันได้ตามกฎหมาย เมื่อเช่นนั้นแล้วปัญหาในเรื่องการถูกจำกัดสิทธิจึงเกิดขึ้น อย่างเช่น

กรณีที่ไม่สามารถกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถร่วมกันได้ เพราะถ้าจะกู้เงินซื้อบ้านซื้อรถร่วมกันได้จะต้องมีความสัมพันธ์กันเช่น พ่อ-ลูก แม่-ลูก สามี-ภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

กรณีมรดก มรดกไม่อาจตกทอดได้ถ้าไม่ใช่ทายาทโดยธรรมตามที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือถ้าไม่ใช่ พ่อ แม่ บุตร สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย พี่น้องพ่อแม่เดียวกัน พี่น้องพ่อหรือแม่เดียวกัน ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย แล้วนั้นก็จะไม่มีสิทธิ์ได้รับมรดกตามกฎหมายกำหนดเลย นอกเสียจากว่าจะได้ทำพินัยกรรมไว้

กรณีการผ่าตัด การรับการรักษาทางการแพทย์ บุคคลที่จะสามารถเซ็นต์เอกสารให้การยินยอมในการรับการรักษาหรือแม้กระทั่งการงดเว้นการรักษาได้ก็ต้องเป็น พ่อ แม่ บุตร สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย

กรณีที่กล่าวไปข้างต้นนั้นย่อมเป็นปัญหาแก่คู่รักเพศเดียวกันในการที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ดังนั้นจึงต้องมีการยกร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิตขึ้น ซึ่งในพระราชบัญญัตินั้นจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกัน และความสัมพันธ์ระหว่างคู่ชีวิต รวมถึงมีการรับรองให้สามารถกระทำการต่างๆได้เหมือนคู่สมรสทุกประการ แต่จะไม่เรียกการจดทะเบียนดังกล่าวว่าจดทะเบียนสมรส จะเรียกว่า จดทะเบียนคู่ชีวิต ส่วนการหย่าร้างกันจะเรียกว่า จดทะเบียนเลิกกัน ทั้งนี้ไม่ว่าเพศไหนก็สามารถจดทะเบียนคู่ชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็น ชายจดทะเบียนคู่ชีวิตกับชาย หรือหญิงจดทะเบียนคู่ชีวิตกับหญิง ซึ่งจะแตกต่างจากการสมรสที่กำหนดให้ชายจดทะเบียนสมรสกับหญิงเท่านั้น

ปัจจุบันพระราชบัญญัติคู่ชีวิตนั้นยังไม่ได้มีการประกาศใช้เนื่องจากยังมีความบกพร่องในบางมาตรา จึงต้องมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นและตัวบทมาตราต่างๆจะต้องมีการแก้ไขให้เป็นคุณต่อประชาชนทุกคนด้วย อย่างไรก็ตามเราทุกคนก็ควรสนับสนุนให้ทุกเพศไม่ถูกจำกัดสิทธิ์ เพราะความรักไม่ได้ถูกจำกัดแค่คำว่าเพศทุกคนจึงสามารถรักกันได้ เรื่องความรักไม่ใช่เรื่องของการแบ่งแยกเพศ การจะไปจำกัดเพศจำกัดสิทธิ์เขานั้นย่อมเป็นสิ่งที่เราไม่ควรกระทำ  

 

 

สนับสนุนโดย  ทดลองเล่นบาคาร่า

Continue Reading

ความรุนแรงในครอบครัว ที่นำไปสู่หายนะ

ต้องยอมรับเลยว่าในสังคมไทยมีการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวอยู่เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นสามีใช้ความรุนแรงกับภรรยา พ่อหรือแม่ใช้ความรุนแรงกับลูก พ่อใช้ความรุนแรงกับแม่และลูก แม่ใช้ความรุนแรงกับพ่อและลูก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดหายนะหลายอย่างได้ ชนิดที่คงไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนด้วยว่าความรุนแรงเหล่านั้นจะก่อให้เกิดอะไรได้บ้าง

1.บาดแผลตามร่างกาย

ขึ้นชื่อว่าเป็นการใช้ความรุนแรงยังไงก็ย่อมมีบาดแผลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลเล็กหรือใหญ่ก็คือบาดแผล ถึงไม่ทำให้เลือดตกยางออก เพียงแค่มีรอยฟกช้ำดำเขียวก็ถือว่าเป็นบาดแผลแล้ว หากเป็นบาดแผลเล็กน้อย รอยฟกช้ำก็สามารถทายาหรือรับประทานยาได้เอง แต่หากเป็นแผลใหญ่ที่ต้องถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาต้องใช้เวลานานถึงจะหาย บาดแผลเหล่านี้จะมีความเล็กใหญ่แปรผันไปตามความรุนแรงของผู้กระทำ ยิ่งผู้กระทำรุนแรงเท่าไร ผู้ถูกกระทำยิ่งเจ็บตัวมากเท่านั้น บางคนถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส มีแผลเป็นติดตัวตลอดชีวิต หรือแย่ที่สุดคือเสียชีวิต แต่ไม่ว่ากรณีใดก็ไม่สมควรที่จะต้องมีใครถูกทำร้าย

2.บาดแผลในจิตใจ

บาดแผลตามร่างกายกว่าเจ็บปวดทรมานแล้ว บาดแผลในจิตใจเจ็บปวดทรมานมากกว่า เพราะผู้ถูกกระทำคงไม่อาจลบเลือนความทรงจำที่เลวร้ายเหล่านั้นออกไปได้ ภาพของการโดนทำร้าย การถูกกระทำยังคงวงเวียนอยู่ในหัวพันจนเป็นปูมผูกมัดในจิตใจ จนอาจทำให้ผู้ถูกกระทำมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปกลายเป็นคนเก็บตัว หวาดระแวง ซึมเศร้า ไม่ชอบเข้าสังคม และอาจคิดโทษตัวเองได้ บางคนมีอาการหนักถึงขั้นทำร้ายร่างกายตัวเองผลพวงมาจากอาการซึมเศร้า เรียกได้ว่าบาดแผลที่จิตใจนั้นรักษาให้หายยากกว่าตามร่างกาย ยาแรงๆก็ไม่อาจทำให้หายได้ การที่จะหายได้คงเหลือเพียงแค่เยียวยาสภาพจิตใจ ให้ผู้ถูกกระทำปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ เปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ ไม่ให้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมที่อาจทำให้นึกถึงเรื่องราวเก่าๆได้

3.เกิดการเอาเยี่ยงอย่าง

แน่นอนอยู่แล้วว่าครอบครัวใดที่มีลูก ลูกจะต้องมีการลอกเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่ ดังนั้นถ้าลูกได้เห็นความรุนแรงในครอบครัว ได้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติที่เขาต้องเจอทุกคน เขาจะเกิดการเอาเยี่ยงอย่างและคิดว่านั่นคือเรื่องปกติ เพราะได้เห็นจากพ่อแม่ สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เด็กมีความรุนแรง นอกจากจะเอาความรุนแรงไปใช้กับเพื่อนแล้ว เมื่อโตขึ้นเขาก็มีโอกาสที่จะใช้ความรุนแรงกับพ่อแม่ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นเมื่อเขามีครอบครัว เขาก็จะใช้ความรุนแรงกับครอบครัวด้วย เหมือนเป็นการส่งต่อความรุนแรงให้กับเด็ก แม้บุคคลที่ใช้ความรุนแรงหายไปก็ไม่อาจทำให้ความรุนแรงหายไปด้วย ความรุนแรงจะถูกส่งต่อให้กับเด็ก เหมือนการถ่ายทอด 

ถ้าเราอยากหยุดความรุนแรง หรืออยากให้ความรุนแรงหายไป เราต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต่อต้านการใช้ความรุนแรง อย่าให้มีความรุนแรงใดเกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะในครอบครัวที่จะเป็นสังคมแรกในการปลูกฝังขัดเกลาเด็กที่เป็นอนาคตของชาติ หากเราอยากให้สังคมมีแต่คนคุณภาพ เป็นสังคมที่ดีการต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวจึงเป็นสิ่งเราทุกคนต้องร่วมใจช่วยกันทำ และอย่าเผลอตัวไปเป็นผู้ใช้ความรุนแรงซะเอง

 

สนับสนุนโดย  สล็อต777คาสิโนออนไลน์

Continue Reading

การศึกษาไม่ได้เป็นตัววัดคุณภาพชีวิต

บ่อยครั้งที่เรานั้นมักจะได้ยินคำพูดต่างๆมากมายว่าเรียนสูงๆแล้วจะได้ทำงานดีๆและจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีซึ่งในยุคปัจจุบันนี้นั้นต้องยอมรับเลยว่าการศึกษานั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่การรันตีหรือเป็นตัววัดคุณภาพชีวิตที่ดีอีกต่อไปแล้ว เพราะในยุคปัจจุบันเป็นยุคที่มีการแข่งขันในด้านที่ธุรกิจที่สูง สำรับในยุคนี้คือคนที่สรมารถทำธุรกิจและประสบความสำเร็จได้นั้นคือคนที่ถือว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีเพราะเมื่อมรการทำสิ่งที่ตั้งใจสำเร็จก็จะทำให้มีเงืนและเนนั้นจะเป็นตัวบางบอกคุณภาพชีวิตขิงเรานั่นเองและคนที่สร้างธุรกิจในปัจจุบันนี้ก็ถือได้ว่าไม่ไฝช่คนที่มีความรู้และมีการศึกษาที่ดีมากนัก

คนขยันเท่านั้นที่จะสำเร็จ บางครั้งคนมีการศึกษาที่ดีก็ไม่ใช้ว่าจะสามารถประสบความสำเร็จได้ทุกคน เพราะอาจจะขาดความขยันไม่มีความพยายามที่มากพอที่จะทำสิ่งๆต่างๆและคนที่มีการศึกษาสูงๆส่วนใหญ่นั้นมักจะได้ทำงานในออฟฟิศเท่านั้นมีชีวิตหาเช้ากินค่ำไปวันๆ ดังนั้นแล้วคนที่ไม่ได้มีการศึกษาที่ดีนักแต่มีความขยัน เพียรพยายามในสิ่งที่จะทำและหลายๆคนที่ประสบความสำเร็จล้านก้เป็นคนที่ขียนและได้ได้มีการศึกษาที่ดีมากนักนั่นเอง

ความรู้เป็นสิ่งที่สามารถหาได้รอบตัว ไม่จำเป็นจะต้องมีการศึกษาที่ดีก็สามารถที่จะหาความรู้ต่างๆได้อยู่รอบตัวยิ่งในยุคสมัยนี้แล้วนั้นการศึกษาในสถาบันแทบไม่จำเป็นเลยเพราะเรานั้นสามารถที่จะหาความรู้ได้จากทางอินเตอร์และสื่สังคมออนไลน์ต่างๆได้ ดังนั้นความรู้เป็นสิ่งที่จะสามารถหาได้อยู่เสมอและสามารถเป็นสิ่งที่เราจะเรียนรู้เพื่อสร้างความสำเร็จให้ตัวเองได้ด้วย โดยไม่ต้องพึ่งการศึกษาเพราะเรานั้นสามารถที่จะเรียนรู้และศึกาด้วยตัวเองได้

มีความรู้แต่ไม่มีความสามารถที่จะนำความรู้ออกมาใช้ คนที่มีการศึกษาดีส่วนใหญ่มักจะมัลักษณะแบบนี้เพราะว่าชีวิตนั้นได้เรียนแต่เพียงภาคทฤษฎีแต่ไม่เคยได้มาลองปฏิบัติในชีวิตจริงและแน่นอนว่าทฤฏีกับการปฎิบัตินั้นมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทำให้เมื่อมีการจบออกมาและได้ทำงานจริงในบางครั้งไม่ได้สามารถเอาความรู้ที่ได้จาดดารเรียนนั้นมาใช้อย่างเต็มที่เพราะสิ่งที่เรียนกับสิ่งที่เจอนั้นบางครั้งก็ต้องใช้ประสบการณ์มากกว่าความรู้ ทำให้คนที่มีประสบการณืแต่ไม่ได้มีความรู้มากนักมักมักจะมีโอกาสที่จะะประสบความสำเร็จสูงมากกว่า

ความพยายามเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุด แม้ไม่มีความรู้แต่มีความพยายามที่จะทำในสิ่งต่างๆ บวกกับสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นไม่ว่าจะเป็นความขยันอดทน การหาความรู้ต่างๆรอบตัวกรสร้างประสบการณ์ให้กับตัวเองเชื่อว่าเรานั้นจะสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีแม้เราจะไม่ได้มีการศึกษาที่ดีนั่นเอง และคนที่มีการศึกษาที่ดีอยู่แล้วนั้นหากได้ลองนำสิ่งนี้ไปปรับใช้ก็จะทำให้สามารถประสบความสำเร็จอย่างมากเช่นกัน

 

สนับสนุนโดย  จีคลับคาสิโนออนไลน์

Continue Reading

สังคมชนบท

สังคมชนบทถ้าหากพูดถึงแล้วนั้นเราก็อาจจะนึกถึงสังคมที่ไม่มีน้ำและไม่มีไฟหรือการขนส่งสาธารณะเข้าไปถึงนั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้วนั้นไม่ใช่เพราะในปัจจุบันมีการพัฒนาสังคมชนบทให้มีการเจริญเติบโตในด้านต่างๆที่ดีขึ้นรวมถึงน้ำไฟและการขนส่งสาธารณะมีการเข้าถึงแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแต่ด้วยสังคมชนบทมีการพัฒนาที่ช้ากว่าสังคมเมืองทำให้สังคมชนบทจึงมีความแตกต่างจากสังคมเมืองอย่างสิ้นเชิง

เพราะถึงจะมีการพัฒนาในด้านเทคโนโลยีต่างๆให้ก้าวไกลมากขึ้นแต่สังคมชนบทก็ไม่อาจะเทียบเคียงสังคมเมืองได้ เพราะสังคมชนบทนั้นยังคงมีความแตกต่างในด้านต่างๆอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นในด้าน

การศึกษา การศึกษาแม้จะเป็นพื้นฐานที่มีการเรียนการสอนอยู่ทั่วประเทศแต่ด้วยเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารนั้นอาจจะยังไม่สามารถทำอย่างการศึกษาในเมืองได้ เนื่องจากอาจจะเป็นพื้นที่ที่มีความห่างไกลจึงต้องอาศัยจากหลายๆหน่วยงานในการติดต่อประสานงานในเรื่องการศึกษา จึงเป็นสิ่งที่ทำให้การศึกษาในสังคมชนบทนั้นเป็นรองการศึกษาสังคมในเมืองอยู่นั่นเองถึงแม้ปัจจุบันจะมีการเรียนการสอนออนไลน์ต่างๆในการศึกษาในเมืองแต่ด้วยความไม่พร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการศึกษาในชนบทนั้นทำให้การศึกษาเป็นสิ่งที่ยังไม่มีการเจริญเติบโตไปมากกว่านี้นั่นเอง

การทำงาน โดยส่วนใหญ่แล้วสังคมชนบทนิยมทำงานเกษตรกรมากกว่าการทำงานอย่างอื่นเนื่องจากในพื้นที่อาจจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูกหรือการทำเกษตรกรรม ทำให้ผู้ที่อาศัยในชนบทนั้นไม่ได้อยากดิ้นรนที่จะไปหางานในเมืองนั่นเอง แต่ก็มีคนชนบทบางกลุ่มที่นิยมหนีจากชนชทเพื่อมาทำงานในเมืองเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยถ้าหากพูดถึงอาชีพที่มีความนิยมในการทำในชนบทนั้นถือเป็นอาชีพที่ค่อนข้างเป็นอิสระและทำให้ยังมีเวลาในการไปทำอย่างอื่นอีกด้วยอาจจะสังเหตได้ว่าผู้คนในสังคมชนบทนั้นถึงแม้การทำงานจะเป็นการทำงานที่เหนื่อยและลำบากกว่าการทำงานในสังคมเมืองนั้น แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความสุขในการทำงานจะสังเกตได้ชัดเจนว่าสังคมชนบทนั้นมีการทำงานที่มีความสุขมากกว่าสังคมในเมือง

การปกครอง เป็นการปกครองอย่างเรียบง่ายและสามารถมีการดูและจากคนปกครองได้อย่างทั่วถึง เพราะชนบทนั้นเป็นพื้นที่เล็กๆไม่เหมือนนในเมืองที่มีความวุ่นวายและพื้นที่ในการปกครองเป็นพื้นที่ที่กว้าง ทำให้สังคมชนบทนั้นมีการปกครองที่ดีและสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนในชุมชนชนบทได้ง่าย

การดำเนินชีวิต เป็นไปอย่างเรียบง่ายเช่นกันและไม่ต้องเร่งรีบในการทำสิ่งต่างๆ สามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการและค่อนข้างเป็นอิสระ และคนชนบทนั้นมักมีน้ำใจและมีความเอิ้อเฟื้อเผื่อแผ่อยู่เสมอๆด้วยทำให้เกิดความรักความสามัคคีกันนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย    ทางเข้า ufabet ภาษาไทย

Continue Reading

ประโยชน์ของหน้าฝน  

เมื่อเรานั้นพูดถึงหน้าฝนนั้นเราเชื่อว่าต้องมีคนที่ชอบหน้าฝนกันบ้างไม่มากก็น้อยอะนะ  เพราะว่าหน้าฝนนั้นเป็นหน้าที่เรานั้นก็ชอบเหมือนกันเพราะว่าเรานั้นจะได้หลบฝนกับคนที่เราชอบก็ว่ากันไป  แต่หน้าฝนนั้นเป็นหน้าที่บางกลุ่มนั้นก็ไม่ชอบเพราะว่าเป็นหน้าที่ทำให้เขานั้นรู้สึกว่าเปียกและก็ไม่ค่อยสบายบ่อยนั่นเอง  ซึ่งวันนี้เรานั้นจะมาบอกข้อดีหน้าฝนให้รับรู้ว่าหน้าฝนนั้นมีดีอะไรบ้างหึคนที่ไม่ชอบได้รู้  

  • หน้าฝนนั้นเราขายร่มดี  เป็นส่วนหนึ่งของพ่อค้าแม่ค้านั่นเองเพราะว่าการที่เราเข้าหน้าฝนนั้นสิ่งแรกที่เราต้องมีคือร่มนั่นเองก็เลยทำให้พ่อค้าแม่ค้านั้นได้ขายร่มที่ซื้อมาตุนเตรียมเอาไว้ขายให้เรา เพื่อที่จะเอาไว้ป้องกันเปียกในหน้าฝนนั่นเอง 
  • นอนหลับสบาย  เมื่อเข้าหน้าฝน  เรานั้นเชื่อว่ามีหลายคนนั้นที่ชอบหน้าฝนก็เพราะว่าเวลาที่ฝนตกนั้นจะทำให้เรานั้นนอนหลับแบบว่าเย็นสบายแถมนอนฟังเสียงฝนอีกด้วย  หลับสำคนที่ชอบหน้าฝนนั้นเป็นเรื่องที่ชอบกันเพราะว่ามีความสุขนั่นเอง  
  • เป็นช่วงที่เราประหยัดเงินเพราะว่าเราไม่ต้องไปเที่ยว  นั่นเอง  เมื่อฝนตกเรานั้นจะออกไปเที่ยวที่ไหนไม่ค่อยได้เพราะว่าจะทำให้เราเปียกเราก็เลยเลี่ยงเป็นการที่เราไม่ได้เที่ยวในช่วงหน้าฝนก็เลยสบายกระเปาตังโดยที่เราไม่ต้องเสียไปเที่ยว 
  • ไม่ร้อน  เมื่อบ้านเรานั้นเป็นเมือที่ร้อนการที่เรามีหน้าฝนเป็นการที่เราให้รู้สึกว่าเราสดชื่นบ่างเพราะว่าอย่างน้อยก็ทำให้เรารับรู้ว่าเมืองไทยนั้นไม่ได้มีแค่หน้าร้อนนั่นเอง 
  • ประหยัดเงินค่าแอร์  เมื่อเข้าหน้าฝนนั้นก็ทำให้เราประหยัดเงินได้อย่างมากเพราะว่าเรานั้นจะไม่ต้องเปิดแอร์นอนเพราะว่าหน้าฝนเมื่อเรานั้นนอนก็จะเย็นสบายเหมือนกับการที่เราเปิดแอร์นอนนั่นเอง  
  • เมื่อฝนตก  เมื่อเวลาที่เราเดินกลับบ้านแล้วเรารู้สึกว่าฝนตกนั้นเป็นเรื่องที่เราชอบมากเพราะว่าเรานั้นจะได้ติดฝนอยู่แฟนนั่นเองให้แฟนแทกแคร์เรานั่นเอง
  • ใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการที่เรามาสาย  เมื่อเรานั้นถึงเวลาที่เราต้องมาทำงานแต่ว่าเรานั้นตื่นสายเลยทำให้เรานั้นไปทำงานไม่ทันก็เลยเป็นข้ออ้างได้ว่าฝนตก  ก็เลยทำให้เรานั้นมาทำงานช้าเพราะว่าระหว่างที่เราเดินทางมานนั้นเกิดฝนตกและรถติดจึงทำให้เข้างานสายนั่นเอง 
  • ไม่ต้องรดน้ำต้นไม้  เมื่อเข้าหน้าฝนนั้นเป็นเรื่องที่ดีของต้นไม้อย่างมากเพราะว่าฝนตกนั้นเราลองเดินไปดูต้นไม้สิเพราะว่าต้นไม้นั้นจะรู้สึกว่าสดชื่นเป็นอย่างมากและอีกอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ดเพราะว่าเรานั้นไม่ต้องรดน้ำต้นไม่นั่นเอง 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย    ae บาคาร่า

Continue Reading

อาชีพที่ทำให้เรานั้นไม่รวย

ในวันนี้เรานั้นจะบอกเกี่ยวกับอาชีพที่เรานั้นทำเพราะว่าบางอาชีพนั้นเมื่อเรานั้นทำแล้วรู้สึกว่าเรานั้นไม่ค่อยที่จะเหลือเงินหรือว่าเป็นเรื่องเพราะว่าบางครั้งเรารู้สึกว่าเราก็ทำงานที่เต็มที่แล้วแต่ว่าทำไมเรานั้นไม่ค่อยที่มีเงินหรือว่าเป็นเพราะว่าเรานั้นใช้จ่ายที่เยอะมากขึ้นนั่นเอง  ซึ่งในวันนี้เราก็เลยจะมาบอกว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่ทำให้เรานั้นรู้สึกว่าเราไม่ควรที่จะทำหรือว่าเรานั้นควรที่จะหารายได้เสริมนั่นเอง  

      เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย  เป็นอาชีพที่ต้องเสียงทุกนาทีเพราะว่าเรานั้นไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าเราต้องเจอเกี่ยวกับอะไรบ้างการที่เรานั้นต้องคอยสอดส่องความใส่ใจและการดูแลนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมากเพราะว่าการที่เรานั้นทำงานนี้เราบอกเลยว่าเสี่ยงเพราะว่าเราต้องคอยดูว่ามีใครนั้นจะมาขโมยของหรือเปล่า  หรือว่ามีใครที่ต้องการความช่วยเหลือบ้างเพราะว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนั่นเอง  

        คนขับรถบรรทุก   การที่เรานั้นขับรถบรรทุกนั้นเป็นการที่เราต้องอยู่ห่างกับครอบครัวเพราะว่าเราต้องเป็นฝ่ายที่ต้องหาเงินแต่ว่าการที่เรานั้นหาเงินนั้นเราก็ต้องเสี่ยงกับความอันตรายเพราะว่าในการที่เราขับรถนั้นเราก็ไม่รู้ว่าอุบัติเหตุนั้นจะเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่เรานั้นจะเป็นอย่างไง  แต่ว่าเงินเดือนที่ได้นั้นไม่ค่อยที่จะคุ้มกับการที่เราต้องเอาชีวิตของเรานั้นไปเสี่ยงนั่นเองดังนั้นการที่เราขับรถนั้นเราถือว่าเป็นอาชีพที่เสี่ยงและไม่ค่อยที่จะคุ้มนั่นเอง  

        อาชีพขายของปลีก  การที่เรานั้นจะเริ่มจะทำเป็นพนักงานที่เรานั้นรับของมาขายเป็นแม่ค้าที่ขายปลีกนั้นเป็นเรื่องที่เรานั้นคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากเพราะว่าอาชีพนี้เราต้องการที่จะใช้คำพูดที่เชิญชวนหรือว่าเรานั้นต้องเป็นคนที่ต้องพูดเก่นเพื่อที่จะให้คนมาช่วยซื้อของเรานั่นเองและอาชีพนี้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องมีวุฒิการศึกษาที่สูงเพราะว่าการศึกษาที่สูงนั้นไม่สามาสรถที่จะทำให้เรานั้นขายของได้ดีนั่นเองแต่ว่าเป็นการที่เรานั้นพูดและมีทีท่าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลาเพื่อที่จะให้ลูกค้านั้นมาซื้อของเรานั่นเอง 

      อาชีพนักข่าว  การที่เรานั้นเรียนจบมาเพื่อที่เรานั้นจะเป็นนักข่าวนั้นเราต้องอยู่ในทีวีเพราะว่าจะทำให้คนนั้นรู้จักเรามากขึ้นแต่ว่าการที่เรานั้นเป็นนักข่าวที่อยู่เบื้องหลังเป็นคนที่คอยหาข่าวเพื่อที่จะได้เอาออกมานำเสนอนั้นเป็นเรื่องที่เราต้องใช้ความอดทนเพราะว่าการที่เราทำงานนี้นั้นเราต้องมีใจที่รัก  และก็เงินเดือนที่น้อยเพราะว่าในอาชีพนี้นั้นเป็นอาชีพที่ดีแต่ว่าเรานั้นต้องคิดให้ดีเพราะว่าการที่เราเป็นคนทำข่าวนั้นจะไม่ค่อยมีเวลาที่เป็นส่วนตัว  และการเลิกงานนั้นไม่ตรงต่อเวลาอีกด้วย  

 

สนับสนุนโดย  gclub สมัครสมาชิก

Continue Reading

หนึ่งในการเพิ่มความสัมพันธ์กับเพื่อน

เพื่อนนั้นไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างแรกที่ต้องเขาใจกันทุกคน เพื่อนนั้นไม่ใช่ภรรยาหรือแฟนของคุณ เราจะไปเรียกร้องทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ แม้แต่แฟนเรายังต้องมีเวลาให้กันเลย เพราะฉนั้นเพื่อนทุกคนก็ต้องมีครอบครัวต้องสร้างฐานะกันไปแล้ววันนึงก็ต้องมีแฟนมีลูก เพราะฉนั้นชีวิตของคำว่าเพื่อนก็เหมือนกับชีวิตของคนคนนึงที่ต้องสร้างอะไรเองไปเรื่อยๆ ไม่ว่ายังไงก็ตาม เพื่อนก็คือเพื่อน ไม่ควรเรียกร้องอะไรกันมากมาย ไม่ใช่ไม่มีเวลาให้กันก็งอลกัน นั้นก็ไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์อย่างแน่นอน

ตอนวัยรุ่นนั้นทุกคนต้องเรียนหนังสือ แล้วก็กลับบ้านอยู่กับครอบครัว ตอนนั้นคำความเพื่อนอาจะเป็นสิ่งที่ใครๆก็อยากจะพบเจอเป็นอันดับต้นๆ เพราะเจอเพื่อนมันสนุกยังไงล่ะ เรียนก็น่าเบื่อกลับมาบ้านต้องเจอพ่อแม่บ่นก็ยิ่งหน้าเบื่อ แล้วจะให้หันหน้าไปหาใครกัน ก็ต้องเพื่อนเป็นธรรมดา เพราะฉนั้นตอนวัยรุ่นเราก็จะได้เจอเพื่อนๆทุกๆวัน

พอปิดเทอมก็จะคิดถึงเพื่อนเป็นพิเศษแล้วก็นัดกันไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แต่พอโตขึ้นแล้วต้องออกไปทำงานหาเงิน เราก็จะได้เจอเพื่อนน้อยลงเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าต้องสร้างความมั่นคงให้ชีวิตกันแล้ว นั้นทำให้เวลาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป บางคนก็ต้องทำโอที บางคนก็ต้องทำงานนอกสถานที่

แล้วบางคนยังต้องทำงานเสาร์อาทิตย์ด้วยซ้ำไป แล้วแต่ละคนทำงานใกล้กันซะที่ไหนกันล่ะ นั้นแหละเลยเป็นเหตุให้ทุกคนนั้นต้องห่างเหินกันไปเรื่อยๆ แล้วความห่างเหินก็เป็นเรื่องปกติที่ทำให้คนเรานั้นเริ่มไม่มีความสมพันธ์ร่วมกันจนแทบกลายเป็นศูนย์ ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยได้คือเราต้องหาวันนัดเจอกับเพื่อนๆบ้าง ให้เป็นวันพิเศษที่ทุกคนต้องพยายามเคลียร์ชีวิตตัวเองให้มาให้ได้ ซึ่งนั้นถึงจะเป็นวิธีที่เราพอจะได้เจอกับเพื่อนๆบ้าง แล้วเราจะยิ้มออกและหายเหนื่อยเมื่อได้เจอกับเพื่อนๆ

 

 

สนับสนุนโดย    www.ufabet.com ช่องทางเข้าเว็ปพนัน

Continue Reading

เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงที่มีการล่าอาณานิคมกันอย่างดุเดือดไม่ว่าจะเป็นทางประเทสมหาอำนาจใหญ่ก็ต่างมีการสู้รบและบุกรุกยึดเมืองต่างๆมาเป็นของตัวเอง ทั้งฝั่งยุโรป ทางฝั่งเอเชียเองก็ดุเดือดเช่นกัน อย่างประเทศที่โดดเด่นในช่วงนั้นก็คือแระเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นช่วงในยุคสงครามโลกครั้งที่สองด้วยนั่นเอง

โดยในยุคนั้นญี่ปุ่นก็ได้มีการบุกรุกและยึดครองประเทศฝั่งเอเชียหลายๆประเทศรวมไปถึงเกาหลีด้วย ซึ่งก้ถูกญี่ปุ่นยึดครองทำให้เกาหลีนั้นเป็นเมืองขึ้นของประเทศญี่ปุ่น 

ในยุคนั้นเองมีการประกาศสงครามระหว่างอเมริกและญี่ปุ่นและเมื่ออเมริกายิงนิวเครียร์ใส่ญี่ปุ่นทำให้ญี่ปุ่นแพ้ส่งครามในครั้งนั้นไป และมีการปลดปล่อยเกาหลีเป็นเอกราชและเป็นช่วงปลายสงครามสิ้นสุดลง และมีการเกิดขึ้นของสหภาพโซเวียต เมื่อสหภาพโซเวียตได้เห็นว่าเกาหลีได้ปล่อยเป็นอิสระจึงมีการเข้ามายึดครองประเทศเกาหลีทางตอนบนไป

และด้วยความที่ว่าอเมริกานั้นไม่ลงรอบกับสหภาพโวเวียตเนื่องจากสหภาพโวเวียตมีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์และอเมริกามีการแกครองแบบประชาธิปไตย ทำให้อเมริกาไม่ยอมและเข้ายึดเกาหลีเหนือทางตอนใต้ จึงทำให้เกาหลีถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งนั่นเอง 

เมื่อเวลาผ่านไปทั้งสองฝ่ายทั้งสหภาพโวเวียตและอเมริกาอยากที่จะมีการรวมประเทศจึงมีการเจรจาจะให้เกาหลีนั้นมีการปกครองแบบใด และมีการจัดตั้งการเลือกตั้งทั่วคาบสมุทรเกาหลี  เมื่อการเจรจานั้นไม่เป็นผลเพราะไม่ฝ่ายไหนยอม ทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเกิดความล้มเหลวไป และเกิดความบาดหมางของทั้งสองฝ่ายอย่างชัดเจนมากขึ้น จึงตัดสินใจแบ่งประเทศเป็นสองประเทศนั่นเอง คือเกาหลีเหนือที่มีการปกครองตนเองแบบคอมมิวนิสต์และเกาหลีใต้ที่มีการปกครองตนเองแบบประชาธิปไตย 

โดยเกาหลีเหนือนั้นได้รับการสนับสนุนจากจีนเนื่องจากมีการแกครองแบบคอมมิวนิสต์เช่นกัน และเมื่อเวลาผ่านไปได้ประมาณ2ปี เกาหลีเหนือมีความคิดที่อยากจะรวมประเทศ ด้วยความพร้อมทางด้านกำลังทหารและอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีทั้งจากสหภาพโซเวียตและจากประเทศจีนนั้น จึงมีความพร้อมมากกว่าเกาหลีใต้

ทำให้เกาหลีเหนือนั้นเกิดการรุกเข้าไปในเกาหลีใต้ และสามารถยึดกรุงโซลโดยใช้เวลาเพียง1วันเท่านั้น โดยยุคนั้นอยู่ในช่วงสงครามเย็น สงครามเกาหลีนั้นเป็นหนึ่งในสงครามตัวแทนของสองประเทศมหาอำนาจที่ไม่ลงมารบกันเองแต่เป็นกองสนับสนุนให้กับประเทศเหล่านี้รบกันแทนประเทศตัวเอง

และเมื่อมีการประชุมเลือกรัฐบาลจีน1รัฐบาลแต่อเมริกาเลือกสาธารณะรัฐจีนหรือไต้หวัน ที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ทำห้สหภาพโซเวียตเกิดความไม่พอใจและจึงคว่ำบาตรคณะรัฐความมั่นคงขึ้น ทำให้อเมริกาเป็นใหญ่ในสหประชาชาติ อเมริกาจึงมีการแทรกแซงให้นานาชาติส่งกองกำลังทหารไปสนับสนุนกองกำลังเกาหลีใต้

ประเทศไทยก็ร่วมรบด้วย และเมื่อมีการรบกันผ่านไปซึ่งกินเวลายาวนานไปกว่า3ปี ผู้นำของสหภาพโซเวียตได้เสียชีวิตลงทำให้ผู้นำคนใหม่ลดระบอบคอมมิวนิสต์ลงทำให้สถานการโลกคลี่คลายและสถานการณ์ต่างก็ได้จบลงในที่สุด

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่า บิกินี่

Continue Reading

Soceity ZEN MIND คลื่นแห่งจิต 2

การที่ทุกอย่างรวมอยู่แล้วในจิตของเธอก็คือแก่นของจิต การมีประสบการณ์เช่นนี้คือการได้สัมผัสกับศาสนา แม้คลื่นจะปรากฏขึ้นแต่แก่นของจิตเธอบริสุทธิ์ เหมือนน้ำใสสะอาดที่มีคลื่นเพียงเล็กน้อย ความจริงก็คือ น้ำจะมีคลื่นเสมอ คลื่นก็คือการปฏิบัติของน้ำ การพูดถึงคลื่นโดยแยกออกจากน้ำ

หรือน้ำโดยแยกออกจากคลื่น คือภาพลวงหรือความเข้าใจผิด น้ำและคลื่นเป็นหนึ่งเดียวกันกับจิตใหญ่กับจิตเล็กเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อเธอเข้าใจจิตของเธอดังนี้แล้ว เธอจะรู้สึกมั่นคงขึ้นบ้าง เมื่อจิตของเธอไม่คาดหวังสิ่งใดจากภายนอกจิตของเธอก็จะเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ จิตที่มีคลื่นอยู่ข้างในนั้น ไม่ใช่จิตที่กำลังปั่นป่วน แต่คือจิตที่ถูกขยายออก ประสบการณ์ทุกอย่างที่เธอสัมผัสคือการแสดงออกของจิตใหญ่

กิจกรรมของจิตใหญ่คือการขยายตัวเองจากประสบการณ์อันหลากหลาย ในแง่หนึ่งแล้ว ประสบการณ์ที่เข้ามาทีละอย่างของเราจะใหม่และสด แต่ในอีกแง่ พวกมันไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกจากจิตใหญ่ที่คลายออกมาเรื่อยๆ ตัวเอย่างเช่น ถ้าเธอได้กินอะไรอร่อยๆเป็นอาหารเช้า

เธอจะบอกว่า ไอ้นี่อร่อย อร่อย คือสิ่งที่เธอเคยมีประสบการณ์เมื่อนานมาแล้ว แม้เธอจะจำไม่ได้แน่ว่าเมื่อไร หรือว่า เธอได้เจอเพื่อนผู้ชายหรือเพื่อนผู้หญิงที่ทำดีกับเธอ และเธอรู้สึกได้ถึงความชอบในตัวเพื่อนคนนั้น ความชอบนั้นก็คือประสบการณ์ของเธอเช่นกัน

ด้วยจิตใหญ่ เราจะยอมรับทุกประสบการณ์ที่สัมผัสเหมือนกับการรับว่าใบหน้าที่เราเห็นในการจกคือใบหน้าของเราเอง เราจะไม่กลัวที่จะสูญเสียจิตนี้เลย มันจะไม่มีที่ไหนให้มาหรือไป จะไม่มีความกลัวความตาย ไม่มีการทุกข์ทรมานจากความชราหรือความเจ็บไข้

เพราะเรามีความสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตในฐานะจิตใหญ่ที่คลายออก ไม่ต้องการความปีติยินดีที่มากจนเกินเลย ดังนั้น เราจึงมีจิตที่สงบเยือกเย็นอยู่เสมอ ไม่ตื่นเต้นหรือตื่นตระหนกกับอะไรได้ง่ายๆ และเราฝึกซาเซนด้วยจิตใหญ่ที่สงบเยือกเย็นนี่เอง

 

สนับสนุนโดย  ufabet

Continue Reading